สรุป
นิภามักจะสวมใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายและพยายามหลีกเลี่ยงสายตาของผู้อื่นในชีวิตประจำวัน แต่เธอก็ซ่อนความลับที่ไม่มีใครรู้ เมื่อได้รับคำชม เธอมักจะยื่นมือไปหยิบสิ่งของเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัวและขโมยออกไป นิสัยแปลกประหลาดนี้มีมาตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากคำชมได้ปลุกเร้าความปรารถนาที่ยังไม่คลี่คลายในใจของเธอ จนกระทั่งแรงกระตุ้นนั้นเริ่มควบคุมไม่ได้
วันหนึ่งในคาเฟ่ที่เงียบสงบ นิภาได้พบกับธีรเดชโดยบังเอิญ เขาได้ชื่นชมความเรียบง่ายของเธอด้วยคำพูดที่อบอุ่นและจริงใจ ในขณะนั้น ร่างกายของนิภาก็สั่งการเองโดยไม่รู้ตัว ยื่นมือไปหยิบจี้โบราณเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะของเขา โดยที่เธอไม่ทันสังเกตว่าตนเองได้ขโมยจี้ไป จี้ชิ้นนั้นกลับส่งต่อความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างให้กับเธอ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นิภาต้องเผชิญหน้ากับนิสัยของตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธีรเดชพยายามให้ความอบอุ่นและปลอบใจเธอด้วยคำพูดอ่อนโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็เริ่มตระหนักว่าการกระทำของเธอนำมาซึ่งเส้นทางชะตากรรมที่ลึกลับ สิ่งของที่เธอขโมยมาโดยบังเอิญกลับมีธีมที่เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสมบัติล้ำค่าที่เคยถูกทิ้งไว้โดยศิลปินชื่อดังคนหนึ่ง
ระหว่างที่นิภากำลังสืบสวนต่อไป เธอได้เผชิญกับความจริงที่น่าตกใจ ปรากฏว่าตระกูลของเธอถูกสาปด้วยโชคชะตาที่เรียกว่า "คำสาปแห่งความงาม" สายเลือดที่ส่งต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และคำชมที่เธอได้รับกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คำสาปนั้นฟื้นคืนชีพอีกครั้ง อีกทั้ง ธีรเดชเองก็เป็นทายาทที่ถูกซ่อนไว้ของศิลปินคนนั้น ซึ่งเข้ามาใกล้นิภาด้วยเจตนาเพื่อเรียกคืนสมบัติที่เธอได้สูญเสียไปจากการกระทำโดยไม่รู้ตัว
ในจุดไคลแมกซ์ นิภาได้ค้นพบรอยจารึกเล็ก ๆ ที่แกะสลักอยู่บนจี้ชิ้นสุดท้ายที่เธอขโมย รอยจารึกนั้นคือกุญแจในการคลายคำสาปของตระกูลเธอ และแสดงให้เห็นว่านิสัยแปลก ๆ ของเธอมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ในตอนจบ ธีรเดชกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า "นิสัยของคุณได้ช่วยให้เราคืนศิลปะที่สูญหายและสายใยของครอบครัวกลับคืนมา" โดยที่นิภาไม่อับอายในนิสัยแปลก ๆ ของตัวเองแต่อย่างใด เธอกลับตระหนักว่านิสัยนั้นคือปาฏิหาริย์ที่จะนำเธอก้าวสู่อนาคต พร้อมกับเริ่มต้นก้าวใหม่ในชีวิต

















































